Minimalism คอนเซปท์การใช้ชีวิต “น้อยลง แต่ดีมาก”

เคยอยากได้ของหรืออะไรซักอย่างมากๆ แต่พอได้มาในครอบครอง กลับไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิด หรือยังรู้สึกขาด ทั้งๆที่มีเยอะ

ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ ก็ต้องอ่านและดูคลิปในบทความนี้ครับ

เพราะเรากำลังจะพูดถึงหลักการใช้ชีวิตอีกรูปแบบนึงที่เรียกว่า minimalism

Minimalism คอนเซปท์การใช้ชีวิต “น้อยลงแต่ดีมาก” | ฟังแล้วมาเล่า | EP10

.

หลักการสั้นๆของ minimalism คือ การมีเท่าที่จำเป็น กับ เน้นความสำคัญและคุณค่า มองเผินๆก็คือการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ใช้เงินให้น้อย แต่จริงๆมันไม่ใช่แบบนั้น

minimalism ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของสิ่งของ แต่ยังหมายถึงผู้คนรอบตัว ไม่ว่าการรับคนหรือของสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต จะดูที่ความจำเป็น ความมีคุณค่า

.

เมื่อสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต ต้องสร้างความสุข ไม่สร้างความทุกข์ ไม่ต้องรู้สึกแบกที่มากเกินกำลัง

.

ในโลกยุคใหม่ หลายๆคนจะใช้ชีวิตอยู่บนหลักการของ Materialism คือวัตถุนิยม หรือแปลง่ายๆว่า ความสุขจะเกิดจากการได้ครอบครองสิ่งของต่างๆ

เชื่อว่ายิ่งมีเยอะ ยิ่งสุข ยิ่งดี!!

อันนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของโลกอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสื่อโฆษณาต่างๆ ที่วัดความสำเร็จของคนจากจำนวนหรือมูลค่าของสิ่งของที่มี หรือที่ต้องมี

เราต้องมีบ้านหรู มีรถเก๋ๆ มีไลฟ์สไตล์ที่เป็นของตัวเอง มีครอบครัวที่สมบูรณ์ โดยวัดจากจำนวนวัตถุหรือสิ่งของในครอบครอง

เรียกว่า วัตถุนิยม กันเลยทีเดียว

.

“ยิ่งมี แต่ยิ่งขาด” คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับชาว Materialism บางคน

และพอยิ่งรู้สึกขาด ก็เลยต้องรีบวิ่งหามาเพิ่ม จ่ายเงินเพื่อซื้อความสุข สนุกกับบรรยากาศการช๊อปปิ้ง เพิ่มสิ่งของให้ชีวิต ยิ่งครอบครองของลิมิเต็ดได้ยิ่งดี เป็นการเพิ่มเป้าหมายใหม่ต่างๆเข้ามา ด้วยความหวังที่จะแก้ไขความรู้สึกขาดที่มี 

วนเวียนกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ยิ่งเพิ่ม ยิ่งทุกข์” คือคำนิยามของวงเวียนชีวิต ที่เกิดขึ้น

.

กลับมาที่หลักการของ minimalism

จริงๆแล้วหลักการนี้ควรถูกปลูกฝังเข้าไปในตัวทุกคนตั้งแต่ยังไม่มีอะไรในชีวิต

.

แน่นอนว่าบางช่วงเราต้องใช้ชีวิตไปกับการสะสมวัตถุ ก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นคือช่วงนึงของชีวิตที่ต้องสร้างตัวและต้องเรียนรู้

.

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญของชีวิตของคนเราก็หนีไม่พ้น 3 เรื่องคือ

เวลาที่เพียงพอ, ความสุขที่หาได้เมื่อต้องการ และการมีสุขภาพที่แข็งแรง

.

ถ้าถามว่าเราจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตแนวทาง minimalism ได้ยังไงบ้าง มีหลักการที่เป็นคำถามเพียงสองข้อที่ควรรู้และคิด ก่อนที่จะรับคนหรือสิ่งของใดๆเข้ามา ซึ่งฟังดูง่ายที่ทำไม่ง่าย แต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง

.

หลักการข้อแรก

1. “จำเป็นมั๊ย จำเป็นสำหรับตอนนี้มั๊ย” ต้องย้ำคำว่า “ตอนนี้” เพราะการที่เราจะใช้ชีวิตแบบพอดีแนว minimalism คือ เราดูความจำเป็นว่า สิ่งที่เรากำลังจะรับเข้ามานั้น มันถูกเวลาหรือเปล่า อย่าไปคิดว่า “ถึงวันนี้ไม่จำเป็น วันหน้าอาจจะต้องใช้ รีบรับเข้ามาเก็บไว้ก่อนก็ได้” คิดแบบนั้นต่อให้เรามีตู้เก็บของเยอะเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางพอ

ถ้าเราคิดจะปรับขนาดของชีวิตให้พอดี เราก็ต้องดูกันที่วันนี้ ตอนนี้ จะเอาสิ่งใหม่เข้ามา เมื่อมันจำเป็นจริงๆเท่านั้น

.

เราต้องแยกให้ออกว่า การซื้อของหรือรับอะไรเข้ามาในชีวิต มันคือความต้องการ หรือความสำคัญหรือความจำเป็น ถ้ามันคือความต้องการ ก็คิดก่อนนิดนึง แต่ถ้ามันสำคัญและจำเป็น มันก็คู่ควรที่จะเอาเข้ามาในชีวิต ไม่ได้ผิดอะไร อันนี้พูดถึงทั้งสิ่งของและผู้คนนะ ต้องคิดดีๆ

.

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีคำถามว่า แล้วของเก่าที่มีมาก่อน จะต้องทิ้งเลยมั๊ย ลงถังเลยหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่จำเป็นมาก อะไรที่ผ่านมา ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นก็ไม่ได้เสียหายอะไร เราโฟกัสที่สิ่งใหม่ ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครอยากจะเริ่มทิ้งของเก่าด้วย เอาไปบริจาคหรือสร้างประโยชน์กับคนที่ต้องการสิ่งนั้น ก็เป็นความคิดที่ดีเลย

.

2“มีคุณค่าอะไร สร้างประโยชน์ หรือมีประโยชน์มั๊ย”

ต้องบอกก่อนเลยว่า การใช้ชีวิตแบบ minimalism ไม่ใช้การขี้เหนียว หรือการใช้ชีวิตแบบประหยัด

มันไม่ใช่เรื่องของราคาของสิ่งของ แต่เป็นเรื่องของประโยชน์หรือคุณค่าที่จะได้ เมื่อมีสิ่งนั้นเข้ามาเพิ่มในชีวิต จริงๆแล้วคือการจำกัดจำนวนของสิ่งของหรือผู้คนที่อยู่ในชีวิต

.

เรายังสามารถซื้อของราคาสูงได้ ถ้ามันจำเป็นและมีประโยชน์ ยกตัวอย่างของการมีประโยชน์คือ ถ้าทำให้เราประหยัดเวลา หรือมีสุขภาพที่ดีขึ้น ก็ยังซื้อได้

การกินอาหารที่มีประโยชน์ ทำให้สุขภาพดี ก็คือสิ่งดี ไม่ได้เป็นข้อห้ามของแนวทางนี้

.

และบางคนอาจจะมีคำถามว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ จะมีของสะสมได้มั๊ย บอกเลยว่ามันไม่ได้เป็นข้อห้ามอะไร ถ้าสิ่งนั้นมันสร้างประโยชน์ สร้างความสุข

เป็น minimalism ก็ยังสามารถลงทุน จะทำงาน หารายได้ หรือใช้ชีวิตได้ตามปรกติ เพียงแค่จะคิดนิดนึงก่อนที่จะรับอะไรเข้ามาในชีวิต

.

ยังมีคนถามต่อไปว่า แล้ว minimalism จะมีครอบครัว มีลูกหรืออะไรได้มั๊ย ถ้าแต่งงานมีครอบครัวจะใช้ชีวิตกันยังไง

อันนี้เคยเห็นในซีรีย์เรื่อง Minimalism: Documentary About The Important Things ใน Netflix จะมี minimalism คนนึงที่มีครอบครัว มีลูก 6 คน ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปรกติ

.

ตามคอนเซปท์ ถ้าจำเป็นและมีประโยชน์ โดยที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการส่วนตัว ก็รับสิ่งนั้นเข้ามาได้ ซื้อได้ ใช้ชีวิตตามปรกติไป

.

และถ้ายังถามต่อว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตแบบนั้น แต่คนในครอบครัวหรือแฟนไม่ได้เป็นแบบนั้นกับเรา จะมีผลอะไรมั๊ย?

.

เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า เราแค่จัดการในชีวิตของเรา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว 

.

หลักการของ minimalism ไม่ได้เหมาะกับใครก็ได้ หรืออายุเท่าไหร่ก็ได้ ทุกหลักการจะมีช่วงเวลาเหมาะสมกับช่วงอายุของแต่ละคนเอง

.

คิดซะว่าอย่างน้อยถ้าเราลดสิ่งไม่จำเป็นลงได้ เราก็จะมีเวลาไปทำประโยชน์ให้กับคนข้างๆได้มากเช่นกัน

.

ย้ำว่า minimalism ไม่ใช่การไม่หาเงิน และหาแต่ความสุขในชีวิตไปวันๆ และไม่ใช่การขี้เหนียวไม่ยอมจ่ายอะไรเลย

.

แต่เป็นหลักการที่กรองสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตมีครบทั้งสามอย่างที่ปลายทางที่มนุษย์ทุกคนต้องการคือ
เวลา ความสุข และสุขภาพ

.

ปิดท้าย ฟังแล้วมาเล่า ในคลิปนี้ด้วยโปรเจคท์นึงที่น่าสนใจ

จากการที่ไปค้นคว้าข้อมูลเรื่องการใช้ชีวิตแบบ minimalism ก็คือ project 333

อันนี้เป็น โปรเจคท์ที่ต่างประเทศเค้าทดลองทำกันขึ้นมา เพื่อให้คนที่เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบ minimalism ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆจากเรื่องใกล้ตัวที่สุด ก็คือเรื่องการแต่งตัว

.

หลักการคือ “จะมีสิ่งของเพียงแค่ 33 ชิ้น ที่จะใช้ในการแต่งตัว สำหรับ 3 เดือน”

ซึ่งของ 33 ชิ้นนี้ จะรวมถึงเสื้อผ้า กางเกง accessory ต่างๆ รวมทั้งเครื่องประดับ และรองเท้า

.

โดยจะเอาของทั้ง 33 ชิ้นมาใส่ไว้ที่เดียวกัน และเราต้องแต่งตัวจากสิ่งของเหล่านี้เท่านั้นในระยะเวลา 3 เดือน

.

เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ หรือรองเท้าอื่นๆห้ามเอามาใช้เลย

.

ฟังดูแล้วเป็นบ้างครับ น่าลองมั๊ยครับ ใครลองแล้วทำได้ไม่ได้ยังไง คอมเมนท์มาบอกกันหน่อยครับ 

.

ถ้าชอบบทความหรือคลิปนี้ฝากกดไลค์ และแชร์ หรือกดเข้าไปติดตามช่อง 9 Days กันด้วยที่ https://www.youtube.com/c/9daysChannel

และทิ้งท้ายให้คิดตามกันอีกหน่อย ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่เลือกทำนะครับ ^^

ใช้ชีวิตให้เรียบง่าย ไม่ใช่การทนอยู่จนไม่มี แต่คือการมีเท่าที่จำเป็น.

ปล. ช่วงนี้ยังตั้งค่าบล็อกอยู่ ไปคอมเมนท์คุยกันที่ช่อง Youtube 9 Days กันก่อนนะครับ

Scroll to Top